Full Version การรักษาด้วยยาทางจิตเวช

หอผู้ป่วยจิตเวช กองการพยาบาล รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ > Article

การรักษาด้วยยาทางจิตเวช Date : 2008-11-23 23:03:10

 
การรักษาด้วยยาทางจิตเวช
 
ยาทางจิตเวชแบ่งออกเป็นกลุ่มที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้
  ๏  ยารักษาโรคจิต (Antipsychotic drugs)
     ๏  ยารักษาอารมณ์เศร้า (Antidepressant drugs)
     ๏  ยาคลายกังวลและยานอนหลับ (Antianxiety and hypnotic drugs)
     ๏  ยาควบคุมอารมณ์ (Mood-stabilizing drugs)
     ๏  ยาลดอาการข้างเคียงของยารักษาโรคจิต (Anticholinergic or Antiparkinson drugs)
 
ข้อบ่งใช้
  ๏  ใช้ควบคุมอาการทางจิตที่สำคัญ ได้แก่
          -  อาการหลงผิด
          -  อาการประสาทหลอน
     ๏  ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการสับสน วุ่นวาย เอะอะ อาละวาด หรือมีพฤติกรรมรุนแรง
     ๏  ใช้ร่วมกับยารักษาอารมณ์เศร้า ในผู้ป่วยโรคจิต อารมณ์แปรปรวน
     ๏  ใช้รักษาอาการบางอย่างในผู้ป่วยอื่น ๆ เช่น
          -  อาการอาเจียน
          -  อาการสะอึก
 
ข้อห้าม
  ไม่มีข้อห้ามที่ตายตัว แต่ควรระวังในการใช้ยากับ
          -  หญิงตั้งครรภ์
          -  เด็ก
          -  ผู้สูงอายุ
          -  ผู้ป่วยโรคลมชัก
 
กลุ่มของยารักษาโรคจิต (Antipsychotic drugs)
 
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
  1.  ยากลุ่มเดิม (Typical antipsychotic drugs)
      2.  ยากลุ่มใหม่ (Atypical antipsychotic drugs)
 
ยากลุ่มเดิม (Typical antipsychotic drugs)
 
แบ่งตามขนาดยา เป็น 3 กลุ่ม คือ
  1.  High potency ได้แก่
           -  Haloperidol (Haldol)
           -  Fluphenazine (Fendec)
           -  Flupentixol (Fluanxol)
           -  Trifluoperazine (Stelazine)
           -  Pimozide (Orap)
      2.  Moderate potency ได้แก่
           -  Perphenazine (Pernazine)
           -  Zuclopenthixol (Clopixol)
      3.  Low potency ได้แก่
           -  Chlorpromazine (CPZ) (Largactil)
           -  Thioridazine (Melleril)
                 ยากลุ่ม Typical มักรักษาได้แต่ Positive symptoms แต่รักษา Negative symptoms ของโรคจิตเภทได้น้อย
 
อาการข้างเคียงและการพยาบาล
  1.  Extrapyramidal side effects (EPS)
          1.1  Acute dystonia มีการเกร็งของกล้ามเนื้อรุนแรงในบริเวณคอ หลอดลม ลิ้น ปาก รวมถึงบริเวณลูกตาทำให้คอบิด ลูกนัยน์ตาเหลือกขึ้นข้างบน ลิ้นแลบออกมานอกปาก ซึ่งถ้าอาการรุนแรงผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดมาก อาการนี้มักเกิดในผู้ป่วยชายวัยหนุ่ม เมื่อได้ยาในช่วง 1-5 วันแรก
        การพยาบาล
                ควรเน้นการป้องกันโดยประเมินอาการเริ่มแรก เช่น ผู้ป่วยบ่นคอแข็ง ลิ้นแข็ง แต่ถ้าอาการเกิดแล้วผู้ป่วยจะตกใจกลัว ต้องรีบช่วยด่วนโดยรายงานแพทย์และงดยาไว้ก่อน ยาแก้อาการนี้เป็นยาฉีด เช่น Benadryl , Cogentin
 
     1.2 Parkinsonism หรือ Pseudoparkinsonism มีอาการแสดงเหมือนผู้ป่วยที่เป็นโรค Parkinson คือ มีการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วไป ทำให้มีการเคลื่อนไหวช้า เดินตัวแข็ง ช้า มีอาการมือ-ขาสั่น พูดไม่ค่อยคล่องเพราะมีลิ้นแข็ง ขากรรไกรเกร็ง มีน้ำลายไหล กล้ามเนื้อหน้าเกร็ง เฉยเมย ไม่แสดงอารมณ์ มักเกิดในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ถึง 3 เดือนแรกของการใช้ยา
                การพยาบาล
                อาการนี้เกิดได้มากในผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาโรคจิต ทำให้ผู้ป่วยไม่ยอมกินยาตามแพทย์สั่ง ในระยะแรกควรให้กำลังใจและประคับประคองให้ผู้ป่วยกินยาก่อน ถ้าอาการรุนแรงขึ้นต้องรายงานแพทย์เพื่อการปรับยาใหม่และอาการอาจบรรเทาได้โดยการใช้ยา Benztropine
 
     1.3 Akathisia มีอาการกระสับกระส่าย นั่งไม่ติด หรืออยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ จึงต้องขยับตัวไปมา หรือต้องเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ พบเมื่อใช้ยาได้ประมาณ 50-60 วัน
                การพยาบาล
                อาการเหล่านี้ลดลงได้โดยกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ และออกกำลังกาย
 
     1.4 Tradive dyskinesia อาการกลุ่มนี้เกิดขึ้นช้า ๆ ในผู้ป่วยที่ใช้ยาเกิน 1 ปี อาการที่พบ มีการเคลื่อนไหวของปากผิดปกติ (Buccolingual movement) เช่น ปากขมุบขมิบเหมือนเคี้ยวปากหรือดูดปากและลิ้นเคลื่อนไหวอย่างไม่ตั้งใจร่วมกับการเคลื่อนไหวของแขนขาและการเดินผิดปกติในลักษณะไม่สัมพันธ์กัน
                 การพยาบาล
                 อาการเหล่านี้มักแก้ไขไม่ได้ จึงควรป้องกันโดยผู้ป่วยที่ต้องใช้ยานาน ควรมาตรวจร่างกายทุก 3 เดือน
 
  2.   Neuroleptic Malignant Syndrome (NMS) เป็นอาการที่เกิดไม่บ่อยนัก อาการสำคัญ คือ มีการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วไปอย่างรุนแรง มีไข้สูง หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตไม่คงที่ เหงื่อออกมา ปัสสาวะน้อย อาจเกิดภาวะการทำงานของระบบหายใจล้มเหลว หรือไตล้มเหลวและเสียชีวิต
          การพยาบาล
          อาการเช่นนี้มีอันตรายสูง ซึ่งอาการอาจเกิดหลังได้ยาไป 1 ชั่วโมง การช่วยเหลือทำได้โดย การหยุดยาทันที และให้การช่วยเหลือตามอาการ (Supportive care)
 
  3.   Anticholinergic effects เช่น ปากแห้งตาพร่า ท้องผูก ใจสั่น และปัสสาวะลำบาก
          การพยาบาล
          ส่วนมากให้การช่วยเหลือประคับประคองตามอาการ เช่น รักษาความสะอาดช่องปาก ดื่มน้ำให้มากขึ้น ออกกำลังกาย รับประทานอาหารมีกาก และให้ความมั่นใจว่าอาการเหล่านี้จะไม่เป็นอันตราย เมื่อร่างกายปรับตัวได้จะค่อย ๆ ดีขึ้น หรือถ้าไม่สุขสบายมาก ควรรายงานแพทย์เพื่อลดปริมาณยาหรือเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่น
 
  4.  Sedative  อาการง่วง พบได้มากสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ในช่วงแรก ทำให้ผู้ป่วยง่วงนอนและทำกิจกรรมอื่น ๆ ไม่ได้
          การพยาบาล
          ถ้าปริมาณยาไม่มาก ให้ยามื้อเดียวก่อนนอน ถ้าไม่ดีขึ้น แค่อาจเปลี่ยนยาตัวใหม่ และควรแนะนำผู้ป่วย ไม่ควรขับรถหรือปฏิบัติงานกับเครื่องจักร ซึ่งอาการง่วงนอนนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ผู้ป่วยต้องอดทนในระยะแรก
 
  5.   Postural Hypotension ยากลุ่มนี้ทำให้แรงดันโลหิตตก โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนท่า เช่น จากนอนเป็นยืน หรือผู้ป่วยอาจบ่นมึนงง เวียนศีรษะ หน้ามืดและเป็นลม
          การพยาบาล
          ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ ทั้งท่านั่ง ท่ายืน ถ้า B.P. ในส่วน Systolic ลดจากปกติ > 20 mmHg. ควรรายงานแพทย์ และแนะนำผู้ป่วยให้ค่อย ๆ เปลี่ยนท่าจากนอนมานั่ง และค่อย ๆ ยืนอย่างช้า ๆ
 
  6.  Lowered seizure threshold  ยามีส่วนไปลดการควบคุมการชัก จึงทำให้เกิดการชักได้ง่ายขึ้น
          การพยาบาล
          ต้องตรวจสอบและติดตามการชักในผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยเคยมีประวัติชักมาก่อน และผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และยาอื่นที่มาเสริมฤทธิ์
 
  7.   Metabolic or Endocrine effects  ได้แก่ ยาไปเพิ่มความอยากอาหารทำให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักเพิ่ม ยาไปลดความรู้สึกทางเพศในผู้ป่วยช่วยและทำให้รอบเดือนหายไปนานในผู้ป่วยหญิง จึงอาจคิดไปได้ว่าตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ
          การพยาบาล
          ให้การช่วยเหลือตามปัญหา เช่น ถ้าน้ำหนักเพิ่ม จำเป็นต้องควบคุมปริมาณอาหาร และเพิ่มการออกกำลังกาย ปัญหาทางเพศจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ อาจแนะนำเปลี่ยนยาใหม่ และถ้าเป็นการผิดปกติของรอบเดือนต้องบันทึกการมาและไม่มาของรอบเดือน และควบคุมการตั้งครรภ์
 
  8.   Toxic and Allergic effects ได้แก่ Agranulocytosis, Dermatitis, Cholestatic jaundice, Retinitis pigmentosa, Photosensitivity และ Nonspecific skin rashes
           การพยาบาล
           อาการเหล่านี้พบได้น้อย โดยการสังเกตการเกิดอาการ เช่น ถ้ามีไข้หรือเจ็บคอ อาจมีภาวะ Agranulocytosis หรือการเกิดผื่นตามผิวหนัง ควรรักษาความสะอาด และไม่เกาจนเป็นแผล สังเกตอาการตัวเหลืองตาเหลือง และถ้าผู้ป่วยต้องถูกแสงแดดโดยตรง ควรป้องกันเช่น ใส่เสื้อแขนยาวหรือกางร่ม
 
ยากลุ่มใหม่ (Atypical antipsychotic drugs)
 
  มีประสิทธิภาพในการรักษาทั้งอาการด้านบวกและอาการด้านลบ มีอาการข้างเคียง EPS น้อยกว่ายากลุ่มเดิมและราคาค่อนข้างสูงกว่ายากลุ่มเดิม
     1.  Clozapine (clozaril,clopaze)
          อาการข้างเคียงได้แก่ agranulocytosis มีอุบัติการณ์ร้อยละ 1-2 โดยเฉพาะในช่วง 18 สัปดาห์แรกของการใช้ยา ซึ่งอาจเกิดอย่างเฉียบพลันได้ ทำให้ต้องตรวจเลือดทุกสัปดาห์ แต่เมื่อหยุดยาได้ทัน จำนวนเม็ดเลือดจะกลับเป็นปกติได้
          อาการข้างเคียงอื่น เช่น ง่วงซึม น้ำหนักเพิ่มน้ำลายไหลมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลงหรืออาจเกิดอาการชัก หากได้รับยาในขนาดสูง
 
   2.  Risperidone (Risperdal)
           อาการข้างเคียง ได้แก่ ง่วงซึม สั่น ปวดศีรษะ Postural hypotension นอนไม่หลับ ท้องผูก Erectile dysfunction มีทั้งรูปแบบรับประทานและฉีดออกฤทธิ์นาน (Risperdal consta)
 
   3.  Olanzapine (Zyprexa)
           อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ง่วงนอน น้ำหนักเพิ่มท้องผูกและงุนงง
 
   4.  Quetiapine (Seroquel)
           ข้อเด่นของยาคือ ไม่เพิ่ม Prolactin level และพบ EPS น้อยมาก
           อาการข้างเคียงได้แก่ ง่วงนอน Postural hypotension ท้องผูก คอแห้ง
 
   5.  Serpindone (Serlect)
            อาการข้างเคียงที่สำคัญ คือ การเกิด QT-prolong
 
   6.  Ziprasidol (Zeldox)
           อาจพบอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ เป็นหวัด ไม่มีฤทธิ์ Anticholinergic และมีฤทธิ์ Sedative น้อยที่สุดในกลุ่ม Atypical
 
ยารักษาอารมณ์เศร้า (Antidepressant drugs)
 
ข้อบ่งใช้
  ๏   ใช้รักษาผู้ป่วยอารมณ์ซึมเศร้า เช่น Major depression โดยเฉพาะอารมณ์ซึมเศร้าที่แสดงอาการทาง Negative signs ได้แก่ นอนไม่หลับ เบื่ออาหารจนน้ำหนักลด อ่อนเพลียความสนใจทางเพศลดลง ขาดสมาธิ และขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรม
     ๏   ใช้ในผู้ป่วยซึมเศร้าที่เกิดจากการเจ็บป่วยทางร่างกาย หรือใช้ในผู้ป่วยจิตเวชอื่น ๆ ที่มีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมด้วย
     ๏   ใช้ในผู้ป่วย Bipolar disorders ที่แสดงอาการในระยะซึมเศร้า (Depressed phase) ผู้ป่วย Dysthymic disorder และผู้ป่วย Anxiety disorder ต่าง ๆ เช่น Generalized anxiety disorder, Panic disorder, Obsessive – Compulsive Disorder และ Social phobias
     ๏   ใช้ในผู้ป่วยอื่น ๆ เช่น Chronic pain และ Eating disorder
 
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้
  1.  Narrow angle glaucoma เนื่องจากฤทธิ์ Anticholinergic ของยาทำให้ม่านตาขยาย ส่งผลให้ความดันลูกตาสูงขึ้นอย่างเฉียบพลันได้
     2.  Recent myocardial infarction มี Conduction abnormality โดยเฉพาะ AV-block grade III, Bundle branch block หรือ Prolong QT interval
     3.  Delirium เนื่องจากฤทธิ์ Anticholinergic ของยาทำให้อาการ Delirium มากขึ้น
     4.  Benign prostate hypertrophy ฤทธิ์ Anticholinergic ของยาทำให้ปัสสาวะลำบาก
     5.  ผู้ป่วยตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากยาผ่านรกและน้ำนมได้ดี
 
ยารักษาอารมณ์เศร้า จำแนกได้หลายกลุ่ม คือ
  1.  กลุ่ม Tricyclic Antidepressants (TCAs) เช่น
          -  Imipramine
          -  Amitriptyline
          -  Nortriptyline
          -  Clomipramine
          -  Doxepin
     2.  กลุ่ม Monoamine Oxidase Inhibitors (MAOIs) เช่น
          -  Moclobemide
     3.  ยากลุ่ม Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRI) ได้แก่
          -  Fluoxetine
          -  Fluvoxamine
          -  Paroxetine
          -  Sertraline
          -  Escitalopram
     4.  กลุ่ม New generation ได้แก่
          -  Mianserin
          -  Trazodone
          -  Tianeptine
          -  Bupropion
          -  Venlafaxine
          -  Mirtazapine
 
อาการข้างเคียงและการพยาบาล
  1.  Anticholinergic effects เป็นอาการที่พบได้ในผู้ป่วยทุกคน เช่น ปากแห้ง ตาพร่า ท้องผูก แต่ถ้าอาการมากขึ้น อาจมีปัสสาวะลำบาก หรือลำไส้ไม่ทำงาน
          การพยาบาล
          ส่วนมากอาการจะค่อย ๆ หายไปเอง หรือให้การช่วยเหลือตามอาการ เช่น รักษาความสะอาดช่องปาก ดื่มน้ำให้บ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงการใช้สายตาในระยะแรก และเพิ่มอาหารที่มีกากใย
 
   2.  Central nervous system effects ได้แก่ มือสั่น(fine tremor) หงุดหงิด กระสับกระส่าย นั่งไม่ติด หรือแสดงอาการทางจิต
           การพยาบาล
           ระมัดระวังในด้านอุบัติเหตุ เช่น ตกเตียง หกล้มเพราะผู้ป่วยมักมีการทรงตัวไม่ดี โดย เฉพาะถ้าเป็นผู้ป่วยสูงอายุ
 
   3.    Cardiovascular effects อาการสำคัญ คือ Postural hypotension และมีความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ
             การพยาบาล
             ตรวจวัดระดับของความดันโลหิตสม่ำเสมอ สอนผู้ป่วยในการเปลี่ยนอิริยาบถ โดย เฉพาะจากนอนไปนั่งและยืนอย่างช้า ๆ หรือก่อนให้ยาต้องตรวจสภาพหัวใจ
 
   4.     Sexual side effects  ได้แก่ Impotence, Ejaculatory dysfunction และ decreased libido
             การพยาบาล
             อาการข้างเคียงนี้เกิดร่วมกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง (Low self esteem) จึงทำให้รุนแรงมากขึ้น แต่ผู้ป่วยใช้ยานานจำเป็นต้องรายงานอาการแก่แพทย์เพื่อ ให้การช่วยเหลือ
 
   5.   Antihistaminic effects ได้แก่อาการง่วงนอนและน้ำหนักเพิ่ม
            การพยาบาล
            แนะนำผู้ป่วยไม่ควรขับรถและทำงานควบคุมเครื่องจักรให้ระวังอุบัติเหตุ ซึ่งถ้ามีอาการกลุ่มนี้มาก ควรรายงานแพทย์ อาจเปลี่ยนยาได้
 
   6.   Overdose การได้ยาเกินขนาด 10-20 เท่าของปริมาณปกติทำให้เกิดอาการเป็นพิษต่อสมอง มีอาการชัก เกร็ง กระตุก สับสน ไม่รู้สึกตัว และเสียชีวิต
            การพยาบาล
            ถ้าผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย ไม่ควรจ่ายยาให้ผู้ป่วยกลับบ้านมากเกินไป
 
ยาคลายกังวลและยานอนหลับ (Antianxiety and hypnotic drugs)
 
มี 2 กลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่างกัน คือ
  1.   Antianxiety Agents เป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษา Anxiety disorder ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้
          1.1  Antihistamine ได้แก่ Atarax
          1.2  Benzodiazepine ได้แก่ Alprazolam (xanax), Chlodiazepoxide (Librium), Clonazepam (Klonapine) (rivotril), Clorazepate (tranxene), Diazepam (valium), Lorazepam (ativan), Oxazepam (serax)
          1.3  Metathiazarone
          1.4  Propranolol
          1.5  Miscellaneous ได้แก่ Buspirone
                 นอกจากง่วงซึมแล้วยังมีอาการ Fatique, Confustion, ภาพซ้อน, Hypotension, Urinary retention ได้อีกด้วย สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดกับผู้ป่วยที่ใช้ยาในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่
                      ๏  Dependence คือ ร่างกายจะสามารถทำงานได้ตามปกติ ถ้าผู้ป่วยยังใช้ยาอยู่และหากมีการหยุดยา ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกว่ามีอาการของโรคอยู่ เช่น นอนไม่หลับ หงุดหงิด เป็นต้น
                      ๏  Withdrawal คือผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการหากมีการหยุดยาทันทีโดยมีอาการ Agitation, Tremor, Irritability, Isomnia, Vomiting, Sweating, Convulsion
                      ๏  Tolerance to sedation   หากผู้ป่วยใช้ยาเป็นเวลานานจะเริ่มรู้สึกว่ายาขนาดเท่าเดิมไม่สามารถช่วยให้หลับได้ จึงมักจะเพิ่มขนาดยาเอง
 
  2.  Sedative – Hypnotic ใช้รักษาโรค Anxiety ในระยะสั้น ๆ, ลดภาวะ Anxiety ที่เกิดจาก Drug withdrawal, Insomnia, Anticonvulsion, Preoperative, Sedation ซึ่งใช้นาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะ Tolerance, Physio / Psycho dependence เช่นเดียวกับยากลุ่มแรก ยาที่ใช้ เช่น
          ๏  Amobarbital (amytal)
          ๏  Aprobarbital (alurate)
 
ยาควบคุมอารมณ์ (mood-stabilizing drugs)
 
    เป็นยาที่ใช้รักษา Bipolar disorder โดยเฉพาะในระยะ Mania ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่
    ๏  Lithium
         ๏  ยาในกลุ่ม Anticonvulsants บางตัว เช่น
              -  Sodium valproate
              -  Carbamazepine
              -  Lamotrigine
 
ข้อบ่งใช้
  1.  Bipolar disorder ลิเทียมได้ผลในการรักษาประมาณร้อยละ 70-80 ทั้งในระยะ Mania และระยะซึมเศร้า และยังได้ผลดีในการป้องกันระยะยาว เมื่อให้ไปในระยะยาว ลิเทียมสามารถป้องกันการฆ่าตัวตายในผู้ป่วย Bipolar disorder ได้
     2.  Schizoaffective disorder มักให้ลิเทียมร่วมไปกับยารักษาโรคจิต
     3.  Aggression ใช้รักษาอาการก้าวร้าวในผู้ป่วยโรคจิตเภทหรือปัญญาอ่อน
 
ข้อห้าม
  1.  Acute renal failure หรือมี impair renal function
     2.  Acute or recent myocardial infarction
     3.  Congestive heart failure
     4.  First-trimester of pregnancy ทารกอาจมีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ tricuspid แบบ Ebstein’s anomaly ได้
 
ผลข้างเคียง
     ระยะแรกมักพบอาการปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย หรือบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ยิ่งเพิ่มยาเร็วยิ่งพบอาการเหล่านี้บ่อยขึ้น ผลข้างเคียงในระยะยาวที่สำคัญ ได้แก่ Interstitial nephritis, Goiter และ Hypothyroidism แต่พบได้น้อย
 
อาการเป็นพิษจากยาและการแก้ไข
  ๏   ระดับลิเทียมในภาวะปกติ คือ 0.8-1.2 mEq/ลิตร
     ๏   ระดับลิเทียม 1.5 mEq/ลิตร ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียน ท้องเสีย เดินเซ พูดไม่ชัด มือสั่นมาก
     ๏   ระดับลิเทียม 2.0-2.5 mEq/ลิตร ผู้ป่วยจะมีอาการตาพร่ามัว กล้ามเนื้อกระตุก รีเฟลกไว ชัก delirium และ syncope
     ๏   ระดับลิเทียมมากกว่า 2.5 mEq/ลิตร จะเกิดไตวาย เสียชีวิตได้
 
การรักษาอาการพิษจากลิเทียม
    ให้หยุดยาลิเทียมทันที
     ๏  เจาะดูระดับลิเทียม Electrolyte, Creatinine
     ๏  ให้น้ำเกลืออัตรา 150-200 มล./ชั่วโมง
     ๏   Lithium clearance จะทำ Peritoneal dialysis หรือ Hemodialysis ในกรณีที่ผู้ป่วยมีระดับลิเทียมมากกว่า 3-4 mEq/ลิตร โคม่า ช็อก ขาดน้ำรุนแรง อาการเลวลง หรือไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมง
 
ยาลดอาการข้างเคียงของยารักษาโรคจิต (Anticholinergic or Antiparkinson drugs)
 
ยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่
   ๏  Benztropine (Benzhexal, Cogentin, Aca)
       ๏  Trihexyphenidyl (Artane)
            อาการข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ง่วงซึม ปากแห้ง ตาพร่ามัว คัดจมูก เหงื่อออกน้อย ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก ความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า

ความคิดเห็น